Showing posts with label ตกปลา. Show all posts
Showing posts with label ตกปลา. Show all posts

เทคนิคการผูกตะกร้อหน้าดินแบบ 2 ตะขอเบ็ด


แนวทางการผูกตะกร้อหน้าดินแบบ 2 ตะขอเบ็ด บนตัวล่างตัว
โดย น้าsommai364 แห่งสยามฟิชชิ่ง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ที่รักการตกปลาหน้าดิน ซึ่งสามารถนำไปปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในแต่ละหมายหรือปลาที่จะตกได้ครับ (ผิดพลาดอย่างไรขออภัยด้วยครับ)

อุปกรณ์ในการทำ
- สายไดนีม่า 60 ปอนด์ หน้าตัด 0.45 มม. - สปริง
- ลูกหมุน - ลูกปัด มีทั้งแบบใสและขุ่น ซื่งมีอายุการใช้งาน ใช้ไปสักระยะอาจแตกได้ครับ แต่ก็คงพอดีกับคมเบ็ดที่หมดความคม เราก็รื้อแล้วทำใหม่ครับ
- ตัวเบ็ด แล้วแต่ชอบ แล้วแต่งานที่ใช้ มีหลายขนาด หลายอย่าง หลายราคา ทั้งถูกๆๆแพงๆๆ เลือกเอาตามชอบตามsizeของปลาครับ

ขั้นตอนแรก... ตัดสายไดนีม่ายาวประมาณ 24 นิ้ว นำมาทบกัน 2 ทบครับ เตรียมผูกกับลูกหมุน ลองวัดกะระยะให้พอดีกับการผูกตัวเบ็ดครับ

- ต่อไปก็ผูกสายไดนีม่ากับลูกหมุนด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ด แล้วผูกล็อคอีกครั้งกันคลายหรือเลื่อน

 - สายอีกข้างนึง(ข้างซ้ายในภาพ)ก็ขมวดมัดติดกัน

- แล้วตัดออกเส้นหนึ่ง(เพราะเราจะใช้เพียงเส้นเดียวผูกตัวเบ็ดตัวบน 1 ตัว) ร้อยลูกปัดเม็ดแรก จะใส่สองเม็ดก็ได้นะครับ
- ใส่สปริงกับลูกปัดลูกล่าง.

 - เทคนิคที่สำคัญอยู่ตรงนี้ครับ การล๊อคลูกปัดลูกล่างให้อยู่ หลังจากที่ใส่สปริงและลูกปัดลูกล่างก็ม้วนหรือขมวดสายที่ร้อยให้เป็นปม ผมม้วนหรือขมวดสายทีละปมติดต่อกันสัก 4-5 ปมครับ จำนวนปมจะขึ้นอยู่ขนาดหน้าตัดของสายนะครับ

 - กะให้ปมแรกอยู่ตรงปลายสปริงด้านล่าง ขมวดสายให้ได้ 5 ปม ดังรูปครับ

 - พอได้ 5 ปมแล้วก็ขมวดรวม 5 ปมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ปมใหญ่ไว้ล๊อคลูกปัดล่างให้อยู่ แล้วผูกล๊อกกันคลายปมอีกครั้งหนึ่งครับ

 - ผมขมวดมัดรวมสายทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง

 - ต่อไปก็เป็นการผูกตัวเบ็ดตัวบนครับ...การผูกตัวเบ็ดก็ผูกด้วยเงื่อนต่างๆ ได้เลย ตามถนัดครับ แต่ถ้าตัวเบ็ดที่มีรูก็ควรใส่สายจากด้านหน้าตัวเบ็ดก่อน หรือเอาเงื่อนไว้ข้างหน้าตัวเบ็ดนั่นเองครับ เวลาวัดปลาจะทำให้ติดปลาได้ง่ายกว่า(เขาบอกกันไว้อย่างนั้น)
- ตัดสายคู่ล่างให้เหลือเส้นเดียว สำหรับผูกตัวเบ็ดตัวล่าง

 - ผูกเบ็ดตัวล่างได้เลย ระยะห่างของตะขอเบ็ดกับลูกปัดเม็ดล่างประมาณ 10 เซนติเมตร ...ดึงให้แน่นๆๆนะครับ

 - ผูกเสร็จแล้วก็ตัดสายส่วนเกินออก บางท่านอาจนำปลายสายไปลนไฟให้เรียบร้อย ตามสะดวกครับ

ก็จะได้ออกมาสวยงาม.

 การันตรีด้วยเจ้าของผลงานน้าsommai364 กับฝูงรถถังใต้น้ำ เอาอยู่ๆ

ปลาเกล็ดเล็กใหญ่ ได้หมด 


ปลาหนัง สวาย เทโพ หรือจะบึกก็ใว้ใจได้นะครับสำหรับการมัดแบบนี้

ขอบพระคุณที่มาจาก
น้าsommai364 เจ้าของผลงาน
สยามฟิชชิ่ง

ระบบเบรคของรอกตกปลา drag washers

drag washers

drag washers เป็นชื่อเรียกที่ถูกต้องของระบบแปลว่าลาก แต่บ้านเราเรียกว่าเบรคที่แปลว่าหยุด ในที่นี้จะเรียกว่าแผ่นเบรคเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จุดหมุ่งหมายของมันคือให้ปลาลากไปแบบหนักๆ หนืดๆ ฝืดๆ ปลาหายใจโดยกรองอากาศผ่านเหงือก เมื่อปลาต้องออกแรงมากก็จะเหนื่อยง่ายกว่าเราที่หายใจด้วยอากาศโดยตรง ทำให้ปลาหมดแรงเร็วนั้นเอง


 drag washers ทำหน้าที่สร้างแรงฝืดให้กับหลอดเก็บสายเอ็น คุณสมบัติของเบรคที่ดีเป็นอย่างไรเรามาดูกันก่อนดีกว่า
 1.ต้องสร้างแรงฝืดได้ดี
 2.ต้องรักษาแรงกดได้อย่างสม่ำเสมอไม่เกิดอาการสะดุดเป็นจังหวะเมื่อแผ่นเบรคร้อน หรือมีแรงกดที่แผ่นเบรค
 3.มีความนุ่มนวลในการทำงานเรียบเนียน
 4.ไม่ลดหรือเพิ่มแรงฝืดเมื่ออยู่ระหว่างการใช้งาน 

ระบบเบรคมีอยู่สองแบบคือ แบบแผ่นเดี่ยวกับแบบหลายแผ่นซ้อนกัน 


1.แบบแผ่นเดี่ยวเป็นแบบแรกที่มีการนำมาใช้งานในยุคต้น จะมีสปูน เฟืองขับอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นที่วางแผ่นเบรค และจะมีแผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะปิดทับอยู่อีกที การทำงานจะมีก้านปรับเกลียวขันเข้าไปกดแผ่นกดเบรคให้แน่นเข้า เพื่อสร้างแรงกดอีกทีหนึ่งเราจะพบว่าระหว่างแผ่นกดกับก้านหมุนปรับจะมีแหวนโค้งๆอยู่1-2คู่ แหวนชิ้นนี้ถุกนำมาใส่ไว้เพื่อกระจายแรงกดให้มีระยะการปรับเบรคได้มากขึ้น ละเอียดมากกว่าการกดลงไปตรงๆ ทำหน้าที่คล้ายๆสปริงนั่นเอง โดยมากเราจะยังพบเห็นอยู่ในรอกขนาดใหญ่


2.แบบหลายแผ่นซ้อนกัน ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายด้วยกัน ทั้งรอกสปิน รอกเบท ระบบแผ่นซ้อนหลายแผ่นจะมีความนิ่มนวลสูงให้กำลังแรงกดที่ดี ระบายความร้อนได้ดีกว่าแบบระบบแผ่นเดี่ยว ทำให้การสู้ปลาทำได้ดีขึ้นเพราะความร้อนทำให้แผ่นเบรคเสียสภาพไปได้ง่าย เมื่อมีการระบายความร้อนที่ดีแผ่นเบรคจะคงสภาพอยู่ได้นานยิ่งขึ้น สามารถใช้แผ่นเบรคและแผ่นกดที่มีขนาดเล็กลงทำให้การออกแบบรอกให้ดูสวยงามได้มากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย


 หลายท่านคงสงสัยระบบการทำงานของชุดเบรคแบบนี่ว่าทำงานได้อย่างไร จุดที่สำคัญของระบบนี้จะอยู่ที่แผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะ แกนมือหมุนจะถูกออกแบบมาให้มีด้านที่แบนๆสองด้านถูกทำขึ้นเพื่อล๊อคแผ่นกดเบรคไว้ให้หมุนตามแกนมือหมุน แผ่นกดเบรคชิ้นบนและชิ้นล่างจะทำรูตรงกลางให้มีรูปร่างเหมือนแกนกดเบรค จะเห็นว่าไม่ใช้เป็นรูปวงกลมนั่นเอง ส่วนแผ่นตรงกลางจะมีรูกลางแผ่นเป็นวงกลมแต่ที่ขอบด้านนอกของแผ่นจะทำเป็นติ่งยื่นออกมาฝรั่งเรียกว่าหู ทำเอาไว้ขัดกับรูที่บากไว้ที่เฟืองขับนั้นเองโดยที่แผ่นที่มีหูจะเคลื่อนที่ตามเฟืองขับ เพื่อช่วยสร้างแรงฝืดเมื่อเฟืองถูกแรงดึงจากสายเอ็นให้หมุนเมื่อระบบเบรคทำงาน

 ชนิดของแผ่นเบรคแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ 
คือแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบแผ่นแห้งกับแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบเปียก ทั้งสองแบบมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างความฝืดให้กับหลอดเก็บสายนั้นเอง 


1.) ชนิดแผ่นแห้ง มีมากมากหลายชนิด โดยนำมาตัดขึ้นรูปแล้วสามารถนำไปใช้ได้เลยทั้งแบบใช้แผ่นเดี่ยวหรือแบบซ้อนกันหลายแผ่น แผ่นเบรคแบบนี่มักจะพบว่าเป็นแผ่นชนิดแบบแข็งเป็นส่วนมากมีการสึกหลอมากแต่ก็สร้างแรงเสียดทานได้มากเช่นเดียวกัน แผ่นกดเองก็จะมีร่องรอยการสึกหลอเช่นกัน บางครั้งเราจะเห็นว่ามีช่างบางคนใช้จารบีที่มีความหนึดสูงๆทาบนแผ่นเบรคบางๆเพื่อช่วยลดความร้อน,ลดความฝืดและช่วยให้แผ่นเบรคทำงานได้ราบเรียบขึ้นได้อีกทางหนึ่ง แต่มีข้อสังเกตุด้วยว่าแผ่นเบรคแบบแข็งบางชนิดจะเสื่อมสภาพได้เมื่อโดนน้ำมันหรือจารบี

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบแห้ง 1.


1. ก๊อกอัดแบบแผ่น ก็อก(Cork) ที่นำมาทำแผ่นเบรค ส่วนใหญ่จะเป็นเศษก๊อกชิ้นเล็กๆอัดขึ้นรูปคุณสมบัติขอกก๊อกแผ่น จะให้สัมผัสที่ราบเรียบ นิ่มนวล และสามารถสร้างแรงเสียดทานได้มากอีกด้วย แต่ยังมีข้อด้อยที่ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก เมื่อแผ่นเบรคก๊อกมีความร้อนสูงก็จะเกิดการไหม้ที่พื้นผิวทำให้แรงกดลดลง จากผิวไม้ก๊อกที่เปลี่ยนเป็นคาร์บอนนั่นเอง และแผ่นเบรคก๊อกมีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนานนักและแพ้น้ำมันหรือจารบีทำให้แรงฝืดลดลง 


2.แผ่นหนัง แผ่นหนัง นิยมเอามาทำแผ่นเบรคในยุคต้นๆที่มีความต้องการแรงกดเบรคที่มากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่สร้างแรงเสียดทาน ความฝืดได้ดี มีความยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้าง เราจะเลื่อกแผ่นหนังอย่างไรที่จะนำมาใช้ทำแผ่นเบรค แผ่นหนังจะต้องเป็นชนิดหยาบทั้งสองหน้า เราสามารถใช้ได้ทั้งแบบแห้งๆใส่ลงไปได้เลย หรือแบบเปียก โดยการนำไปแช่น้ำมันแบบหลังนี้ให้เราแช่ในน้ำมันเครื่อง ก่อนเราจะนำมาใช้ต้องซับน้ำมันออกให้มากที่สุดก่อนนำมาใส่รอกด้วยนะครับ ความหนาบางจะเป็นปัญหาใหญ่ของแผ่นเบรคชนิดนี้ถ้าจะเปลี่ยนแนะนำให้เราเปลี่ยนแผ่นที่อยู่นอกสุดก่อนเพียงแผ่นเดียว อายุการใช้งานต่ำเช่นเดียวกัน แบบเปียกจะมีอายุการใช้งานสั้นลงอีกพอสมควร 

3.แผ่นประเกนหรือที่เรียกกันเองว่าHT200 ประเก็น ผลิตขึ้นมาจากวัสดุประเภทกระดาษ ผงจากหินหลากหลายชนิด ผสมกับสิ่งอื่นๆ อัดขึ้นรูปเป็นแผ่นแยกคุณภาพของตัวมันเองโดยการทนความร้อนของประเก็นชนิดนั้นๆ คุณสมบัติที่ประเก็นถูกนำมาใช้ทำแผ่นเบรค โดยที่ตัวของมันเองมิได้ถูกผลิตมาเพื่อการใช้งานด้านนี้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้ประเกนถูกนำมาใช้งานก็ด้วยเหตุที่ว่ามันมีความคงทนไม่เสียรูปทรง สร้างแรงเสียดทานได้ดี ทนความร้อนได้สูง(ตามชนิดของประเก็นที่เลือกมาใช้งาน) มีความหนาบางให้เลือกมากมาย มีราคาถูกมากอีกด้วย มีข้อดีก็มีข้อเสีย คือประเก็นกระดาษความฝืดจะน้อยเหมาะกับรอกเล็กๆต้องการแรงกดน้อยๆ เรียบๆฝรั่งเรียกสมูตๆอะไรนี่แหละ  แบบที่นิยมใช้เป็นแบบทนความร้อนสูง พวกนี้ความฝืดสูงที่ทำขายกันเป็นชุด จะเอาแผ่นเบรคแบบอื่นผสมลงไปด้วยไม่เช่นนั้นเบรคจะกระด้างมาก 4.


4.แผ่นคาบอนถัก carbontex drag washers (HT100)แบบแข็ง,แบบอ่อน(ใช้ในรอกอาบูรุ่นใหม่,รอกเพนน์)


5.แผ่นC2 (ใช้ในรอกอาบูรุ่นเดิม)


6.แผ่นเทปล่อน Teflon drag washers (ใช้ในรอกDaiwa BG)

-----------------------------อาจมีมากกว่านี้นะครับ-----------------------------



2.) ชนิดเปียก จะทำมาจากวัสดุที่มีรูพรุน เป็นใยอัดหรือถักทอขึ้นรูปแบบผืนผ้า ทำการตัดขึ้นรูปพร้อมใช้เมื่อเรานำมาใช้แผ่นเบรคแบบนี้ต้องมีน้ำมันหรือจารบีทาที่ตัวแผ่นเบรคด้วย เพื่อช่วยการทำงานของแผ่นเบรคในการระบายความร้อน และการทำงานได้อย่างนิ่มนวลเรียบลื่น แผ่นเบรคแบบนี้เหมาะกันรอกขนาดเล็กที่ใช้สายเล็กต้องการความกว้างในการปรับรอบการหมุนของการปรับเบรคที่ละเอียดมากๆได้เป็นอย่างดี แผ่นเบรคแบบเปียกอาจจะไม่ตอบสนองกับผู้ที่ต้องการแรงกดเบรคสูงๆได้เพียงพอกับการใช้งาน
 มีข้อเตือนใจให้กับผู้ใช้งานที่จะเปลี่ยนแผ่นเบรคจากแผ่นแบบเปียกไปเป็นแผ่นแบบแห้งในรอกบางรุ่น อาจจะทำให้เกิดการสึกหลออย่างรุนแรงกับรอกของท่านได้ในทุกชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภานใน เนื่องจากการออกแบบรอกมาไม่ได้เผื่อชิ้นส่วนของรอกให้รับกับแรงกดเบรคที่สูงๆได้นั่นเอง

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบเปียก


1.แผ่นหนัง


2.ใยผ้าทออัดผสม(ใช้ในรอกShimano) 


3.ใยสังเคราะห์ 


-----------------------------อาจมีมากกว่านี้ครับ-----------------------------


===============================
ขอขอบคุณที่มาดีๆจาก


รูปภาพจาก
กูเกิ้ล 
samaesarnfishing


===============================







การเกี่ยวเหยื่อหนอนยาง


ภาพที่ 1 เป็นเหยื่อหนอนหางดีดหรือหางใหญ่ 4 นิ้ว


ภาพที่ 2 ตัวเบ็ดหนอนที่ใช้กันให้เห็นส่วนใหญ่มี 2 ขนาดครับ ขนาด 2/0 และ 1/0


ภาพที่ 3 เป็นเหยื่อหนอนยางหางดีดหรือหางใหญ่ ข้อดีของเหยื่อหนอนยางหางใหญ่คือการสร้างแอ็คชั่นที่ดีเพราะมีใบหางใหญ่โบกไหวในกระแสน้ำ


ภาพที่ 4 ขั้นตอนแรกก็นำเบ็ดหนอนมาเกี่ยวตามรูป คือ ปลายเบ็ดกดลงปลายส่วนหัวของเหยื่อหนอนยาง



ภาพที่ 5 ให้กดปลายเบ็ดลงไปตัวเหยื่อประมาณ 4-5 มิลลิเมตร แล้วให้ปลายเบ็ดโผล่ออกมา ดังรูป


ภาพที่ 6 จะเห็นว่าปลายเบ็ดโผล่ออกมาตรงปลายตัวเหยื่อเล็กน้อย ดังรูป


ภาพที่ 7 ชัดเจนนะครับว่าปลายเบ็ดจะโผล่ออกมา


ภาพที่ 8 ให้ดึงตัวเบ็ดออกมาให้เกือบถึงตูดเบ็ด (เอาเป็นว่าผมเรียกตามภาษาชาวบ้านละกันว่า "ตูดเบ็ด" กะ "ปลายเบ็ด")

ภาพที่ 9 ให้บิดตัวเบ็ดโดยให้คมเบ็ดหันตรงกันข้ามกับ ภาพที่ 8 โดยให้ตูดเบ็ดที่เป็นขั้นบันไดซ่อนอยู่ในตัวเหยื่อ ดังรูป


ภาพที่ 10 เมื่อได้ดังภาพที่ 9 แล้วให้นำคมหรือปลายเบ็ดกดเข้าไปท้ายตัวเหยื่อ ดูดังรูปครับ


ภาพที่ 11 เมื่อได้แล้วก็ซ่อนคมเบ็ดหรือปลายเบ็ดกับตัวเหยื่อ โดยจับตัวเหยื่อมือนึง และ จับตัวเบ็ดอีกมือนึง แล้วดึงตัวเบ็ดซ่อนคมเบ็ดกับตัวเหยื่อ ดังรูปครับ เป็นอันเสร็จครับ


ขอขอบพระคุณที่มาดีๆของข้อมูลครับ

จำหน่ายเหยื่อกุ้งเป็น กั้ง




บ้านลุงชา ขายกุ้งเป็น 084-883-30-61 บางกะจะ

น้าน้อง 087-581-89-49 บางกะจะ

ป้าตุ่ม 087-802-91-02 บางกะจะ
___________________________________________

น้าแอ้ม กุ้งเป็นกุ้งต๊อก 061-129-7597เสม็ดงาม
___________________________________________

น้าเป้ 087-489-55-05 ท่าแฉลบ

น้าวิทย์ 085-103-75-17 ท่าแฉลบ

___________________________________________

น้ากอล์ฟ 091-5825890 แถววัดหนองบัว

___________________________________________

บ้านโอกุ้งเป็น 080-6469-908 ติดวัดเนินโพธิ์

___________________________________________

น้าหมากุ้งเป็น  086-823-77-68  บางกะไชย

___________________________________________

น้าหน่อย 087-814-08-45  วัดยาวล่าง  ขลุง

ป้าแมว 088-521-64-66  ขลุง

ร้านข้าวสวยข้างวัดเกวียนหัก 090-0165010 ขลุง ___________________________________________

นุก  092-4152-402 ปากนำ้แหลมสิงห์

น้าโท 089-878-97-91 แหลมสิงห์

Sittichai SroiSri 0973461764 , 0892459572 แหลมสิงห์

น้ากุ้ง 092-979-69-90 อีมุย

น้าตอม 099-179-25-88 แขมหนู

___________________________________________


(ยังไงก็ลองโทรสอบถามก่อนนะครับ จะอัปเดทเรื่อยๆนะครับ)

สีของเหยื่อปลอม กับ การมองเห็นของปลา



สีของเหยื่อปลอมกับการมองเห็นของปลา
หลายๆท่านที่ชื่นชอบการตกปลาด้วยเหยื่อปลอม หลายคนคงมีวิธีเลือกสีของเหยื่อปลอมในแบบของตนเอง จะเลือกสีสมจริงคือลักษณะสีเหมือนปลาเหยื่อจริงๆทุกประการหรือจะเลือกสีสันสดใสต้องตาต้องใจเหล่าปลาล่าเหยื่อผู้หิวกระหายก็แล้วแต่ประสบการณ์และกลเม็ดของแต่ละคน

องค์ประกอบหลักๆการมองเห็นสีของเหยื่อมีด้วยกัน 4 ประการ

 1. สีของน้ำ : หากน้ำในหมายที่เราตกปลา มีเป็นน้ำที่ขุ่น การเลือกสีที่ เป็นพวกสีเงินโครเมียม หรือ สีทองโครเมียม หรือ สีจำพวกเงินๆ จะดีมากๆ เพราะ เวลาเราลากเหยื่อ สีเงินจะกระทบกับแสงแดด ส่องเป็นประกายวิบๆวับ เหมือนเกล็ดลูกปลา แต่ถ้าหมายที่เราจะตก เป็นน้ำที่ใส่ หรือออกสีเขียวๆ เล็กน้อย เราก็สามารถเลือกสีที่สดๆได้ เพราะสีของน้ำเป็นเสมือนม่าน หรือ เลนส์แว่นกันแดดที่บังตาของปลาอยู่ โดยรวมแล้ว ปลาไม่ได้มองเห็นเหยื่อเป็นรูปเป็นร่าง ปลาเหมือนที่เรามองเห็น แต่ะจะเห็นเป็นลักษณะ ของภาพลวงตา หรือกลุ่มสีเป็นก้อนๆ วับๆแวมๆ เท่านั้น จะไม่ได้ใส่ปิ้งเหมือนที่เราเอาเหยื่อไปหย่อนดูในตู้ปลา

2. ระดับความลึกของน้ำ : อันนี้จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน เวลาเราไปตกปลาตามเขื่อน หรือ เอาเหยื่อปลอมไปลากที่ทะเล ความลึกของน้ำจะส่งผลให้ปลามองเห็นสีของเหยื่อยิ่งผิดเพี้ยนไปจากที่เราเห็น กล่าวคือ เมื่อระดับน้ำยิ่งลึกเท่าไหร่ ก็จะมืดมากขึ้นเท่านั้น หากน้ำลึกและมีแสงแดดน้อยมากๆถ้าเราใช้เหยื่อที่เป็นตัวสีใส(ที่เรามองบนบก แล้วเหมือนลูกปลามากๆ ) แต่พอลงน้ำสีใส่นี้จะกลืนไปกลับสีน้ำ ทำให้ปลามองเห็นเหยื่อของเราได้ยากยิ่งขึ้น และในบางครั้ง หากถึงความลึกระดับหนึ่ง เหยื่อจากสีม่วง ที่เราเห็น ปลาจะเห็นเป็นเงาสีดำๆเท่านั้น ฉะนั้นหากเราจะต้องไปตกปลาที่เขตน้ำลึก ควรเลือกเหยื่อที่มีสีสันสดใส เห็นได้ชัดเจน และ ควรคำนึงถึงระดับควมลึกให้มากๆ ด้วยครับ

3. องค์ประกอบฉากหลัง หรือ แบล็กกราวที่เหยื่อว่ายผ่าน : ในกรณีน้ำอาจยกตัวอย่างง่ายๆว่า ถ้าเหยื่อที่เราใช้ว่ายผ่าน แนวกองหิน สีแบล็กกราวก็จะเป็นสี โทนเทา หรือ น้ำตาล หากเราเลือกใช้เหยื่อที่ กลืนกันไปกับแบล็กกราว ปลานักล่าก็อาจจะมองไม่เห็น หรือ อาจจะเห็นเหยื่อเราไม่ชัด แต่กลับกัน หากเราเลือกใช้เหยื่อที่มีสี แดงขาว ซึ่งเป็นสีสว่าง ปลาก็จะเห็นเหยื่อของเราได้ชัดเจนขึ้นครับ

 4. สภาพอากาศ : ใน ส่วนนี้ สภาพอากาศจะมีต่อแสงแดดที่ส่องถึงลงมาในน้ำ หากวันนั้นมีฝ้าครึ้ม เมฆมาก แสดงแดดก็จะมีน้อย ส่งผลให้ เหยื่อสีเงินๆ ที่เราเลือกใช้ไม่ได้รับแสงแดดสะท้อนเท่าที่ควร สีของเหยื่อก็อาจจะผิดเพี้ยนไป จะเห็นได้ว่า แม้เราจะไปหมายเดิม และ เลือกใช้เหยื่อตัวเดิม ที่ตำแหน่งเดิม ผลที่ออกมาก็อาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้ หากเราทราบถึงองค์ประกอบหลักๆ และ สิ่งที่เราควรให้ความสำคับเพิ่มขึ้นแล้ว เราก็อาจจะแก้ไขปรับเปลี่ยน วิธีการเลือกซื้อเหยื่อของเราได้คุ้มค่า และ ให้ผลลัพทธ์ได้ดียิ่งขึ้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้บอกว่า การที่คุณเลือกสีเหยือได้ถูกตอ้งเหมาะสมแล้ว จะได้ผล100%ทั้งหมด เพราะสีของเหยื่อก็เป็นเสมือนองค์ประกอบอีกเพียงอีกอย่างหนึ่ง ของทั้งหมด แต่แม้จะมีอีกหลายๆองค์ประกอบที่ทำให้ดูวุ่นวาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการตกปลา ไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัว มีเพียงสิ่งที่เราพอจะค้นหาและศึกษา ทดลอง + โชคอีกนิดหน่อย เพื่อให้ทริปนี้จะได้ ”ไม่ต้องขุดแห้ว”กลับบ้านมาอีกก็พอ หวังว่าสิ่งที่ได้บอกเล่าไปจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆนักตกปลาบ้างไม่มากก็ น้อยนะครับ
ในตลาดวงการเหยื่อปลอมนั้น เราจะจำแนกสีและลายของเหยื่อได้ประมาณนี้




1.เหยื่อแบบสีโครเมียม เหยื่อแบบสีโครเมียม อาจเป็นสีเงินโครเมียม หรือสีทองโครมเมียม สะท้อนเงาเป็นกระจกเลย เวลาลงน้ำเหยื่อพวกนี้ก็สะท้อนเงาสิ่งรอบข้างเช่นกันครับ เช่นตกแถวแนวสาหร่ายก็สะท้อนเงาสาหร่ายกลืนกับเงาสาหร่าย ตกแถวแนวกิ่งไม้ตอไม้ก็สะท้อนเงากิ่งไม้ตอไม้ เหมือนลูกปลาที่ปรับสีตัวเองให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เวลาเหยื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดเป็นภาพ illusive เหมือนฉากการล่องหนของ predator คือเห็นเป็นอะไรบางอย่างใสๆ วูบๆ วาบๆ

 2.เหยื่อแบบใส เหยื่อแบบใส หรืออาจเป็นเขียวใส เหลืองใส แดงใส น้ำเงินใส หรือใสแบบหลายๆ สี ใส่เกล็ดเงินเกล็ดทองระยิบระยับเข้าไปด้วยก็มี ก็คล้ายๆ กับเหยื่อแบบโครมเมียมนั่นและครับ ให้แสงส่องผ่านให้กลืนกับฉากหลังบ้างเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับสีของตัว เองให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมให้เกิดภาพ illusive เช่นกัน


3.สีปลาบาดเจ็บ สังเกตดูว่าเหยื่อปลั๊กส่วนใหญ่จะคางสีแดง นั่นคือลักษณะของปลาป่วยหรือได้รับบาดเจ็บครับ คางแดง เหงือกแดง ครีบแดง ท้องแดง ลิ้นแดง หรือแม้กระทั่งเบ็ดแดงดูเหมือนมีเลือดออก (ลองไปสังเกตปลาทองที่ป่วยดูนะครับ) อีกลักษณะนึงก็คือจุดดำๆบริเวณค่อนไปทางหาง จุดใหญ่ๆ เท่าลูกตาปลานั้นแหละ อันนี้เลียนแบบรอยช้ำบนตัวปลา เหมือนกับว่าถูกปลาตัวอื่นชาร์จมาแล้วทีนึง รอดมาได้แต่ก็ช้ำ อาจร่อแร่ด้วย เหมือนกับปลาตัวอื่นชงไว้แล้ว ปลาอีกตัวที่มาเจอก็กินเสียเลย ก็เอาไว้เป็นแนวทางในการเลือกเหยื่อก็แล้วกันนะครับ


อย่าลืมสังเกตุด้วยนะครับว่าแถวๆ นั้นมีปลาอะไรที่เป็นปลาเหยื่อ หน้าตาเป็นอย่างไร ลูกปลาพวกนั้นตัวเล็กใหญ่แค่ไหนสร้าง illusive แบบไหน เลือกสีได้แล้วก็ต้องทดลองหาแอ็คชั่นช้าเร็ว นุ่มนวลหวือหวา และความลึกที่เหมาะสมด้วย ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ต้องจินตนาการและลองผิดลองถูกกันไปครับ

ส่วนอันนี้คือข้อมูลอ้างอิง การเลือกสีเหยื่อ จาก Rapala ครับ (ส่วนมากหลักการนี้มักใช้เลือกสีเหยื่อจำพวกงานทะเล เช่น เหยื่อRapala ตะกลูCD ครับ) อาจเป็นข้อมูลเก่าแต่ก็ยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบันนะครับ

1. สีขาวหลังดำหรือหลังเขียว ใช้กับอากาศแจ่มใสหรือกับสภาพพื้นน้ำใส

2. สีขาวหลังฟ้า ใช้กับงานลากเหยื่อในระดับลึกในวันที่ ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส

3. สีทองหลังดำ ใช้กับวันที่อากาศมือครึ้มหรือสภาพพื้นน้ำที่มีแสงน้อย

4. สีทองหลังส้ม ใช้กับพื้นที่น้ำขุ่นมากหรือขุ่นเป็นโคลน

5. สีขาวหลังไพล(เขียวอมเหลือง)ใช้กับพื้นที่ที่แสงส่องไม่ถึงหรือในงานลากเหยื่อในระดับลึกมาก

6. สีชมพูคาดน้ำเงินหลังดำ ออกแบบมาเพื่อตกปลาแซลม่อน ปลาเทร้าท์

7. สีเขียวหรือสีทองหลังดำ เป็เหยื่อที่ก่อให้เกิดภาพลวงตาได้มากที่สุดในสภาพที่มีแสงน้อยทัศนวิสัยมืดคึ้ม

8. สีทองหรือสีเงินหลังน้ำตาลเหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำที่มีกุ้งอาศัยชุกชุม หรือในระดับลึกในวันที่อากาศครึ้ม

9. สีเงินหลังดำหรือหลังเขียวใช้ได้ผลกับปลาล่าเหยื่อทุกชนิดในวันที่อากาศโปร่งแจ่มใส

10. สีทองหลังเขียว ใช้ในวันที่อากาศมืดคึ้ม 11.สีขาวหัวแดง เป็นสีที่ยั่วยุให้ปลาล่าเหยื่อเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวมาก


============================= 

ขอบคุณที่มาจาก

=============================