Showing posts with label จันทบุรีฟิชชิ่ง. Show all posts
Showing posts with label จันทบุรีฟิชชิ่ง. Show all posts

ประวัติรอกDAIWA

Yoshio Matsui (โยชิโอะ มัทสุอิ) ชาวญี่ปุ่น ผู้คิดค้นสร้างรอกตกปลายี่ห้อDAIWA (ไดว่า) และได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในประเทศญี่ปุ่น Yoshio Matsui เชื่อมั่นในรอกที่เข้าผลิตว่าเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่เยี่ยมยอด รอกDAIWAตัวแรกกำเนิดขึ้นในปี 1955 มันเป็นรอกสปินนิ่งตัวแรกในสายการผลิตของบริษัท
จากนั้นDAIWAค่อยๆขยายตัวในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางปี​​ 1970 ในความเป็นจริงบริษัทสร้างสถานที่ผลิตในฝรั่งเศสเยอรมนีและไต้หวันเช่นเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมริกา


Yoshio Matsui คิดค้นรอกและเปิดบริษัท โดยเป้าหมายของเขาคือการสร้างอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ รอกตกปลาที่ผสมผสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีองค์ประกอบของการออกแบบที่น่าสนใจ


รอกไดว่าเป็นรอกที่ นุ่มนวล แต่ ทนทานต่อการใช้งาน โดยบริษัทปรับปรุงแก้ไขในข้อผิดพลาดเสมอเพื่อให้เป็นที่ประทับใจของนักตกปลา DAIWAได้พัฒนาและผลิตรอกออกมา ซึ่งมีทั้ง รอกสปินนิ่ง เบสคาทติ้ง และ รอกไฟฟ้า



Spinning Reel รอกสปินนิ่งของไดว่าเป็นรอกที่ผสมผสานความนุ่มลื่น แข็งแกร่งทนทาน และมีพลังในการเบรคสูง รวมทั้งลูกปืนที่เป็นสแตเลส และผ้าเบรคเทฟล่อนเพื่อการใชงานที่ยืนยาว


ฺBaitcasting โมเดลรอกเบสคาสติ้งของไดว่า จะเน้นที่สปูนใหญ่เพื่อเก็บสายได้ง่าย ในขณะที่รุ่นที่สเปคต่ำกว่าจะเน้นไปในทางใช้งานง่าย ไดว่าได้สร้างรอกตระกูล Saltiga ซึ่งถือว่าเป็นรอกทะเลที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของวงการตกปลา และได้รับรางวัล ICAST ในปี 2011 และยังพัฒนาให้รองรับการใช้งานกับสายถัก(braided lines)อีกด้วย
Electric reels รอกไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบ็ตเตอรี่ 12 โวลต์ การตกปลาน้ำลึกหากใช้รอกตกปลาธรรมดามันจะทำให้คุณเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากรอกไฟฟ้าจึงผลิตออกมาสำหรับการตกปลาน้ำลึกโดยเฉพาะรอกไฟฟ้าของไดว่าได้ผสมผสานเทคโนโลยีstopping sensor จะหยุดเมื่อกรอเหยื่อขึ้นเหนือผิวน้ำ



รอกไดว่า มีมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคา สามารถเลือกใช้ตามการใช้งานและปัจจัยในกระเป๋าของเรา คุณภาพของอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงถึง ซึ่งไดว่าก็ได้ตอบโจทย์ของเราได้เป็นอย่างดี


รอกแต่ละตัวก่อนที่จะวางจำหน่ายจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพผ่านหลักกลศาสตร์ รวมถึงจุดสุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาได้ เช่นการป้องกันฝุ่น ป้องกันน้ำเค็ม ด้วยการปิดผนึกหรือซีลจุดนั้นด้วยอุปกรณ์พิเศษ เช่นบางรุ่นมีอุปกรณ์ป้องกันเน้ำเค็มฝุนผงเข้าไปในตัวรอกลูกปืน อีกทั้งอุปกรณ์บางส่วนของรกไดว่าจะทนต่อการกัดกร่อน เช่น อุปกรณ์ที่ทำจาก Zaion carbon ซึ่งเป็นวัสดุที่เบาและทนต่อการกัดกร่อน


คุณสมบัติพิเศษนี้รวมไปถึงเฟรม และ สปูนเก็บสายที่ทำมาจากอลูมีเนียม ระบบเฟืองเกียร์ ลูกปืนสแตนเลส เพลาเฟืองขับเคลื่อน เป็นสแตนเลส และ โลหะผสมทองแดง อีกทั้งการบำรุงรักษานักตกปลายังทำด้วยง่ายด้วยการคลายน็อตตัวเดียวก็ถอดรอกได้แล้ว(บางรุ่น)


ในปัจจุบันรอกDAIWAเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่นักตกปลาไปทั่วโลก อย่างเช่นรุ่น Steez Lexa และ Ballistic ซึ่งทั้ง 3 รุ่นถือว่าเป็นอาวุธลับของค่ายนี้ที่ได้ส่งออกมา ทั้งรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทันสมัย ผสมผสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รีดสิทธิภาพของรอกออกมาได้อย่างเต็มที่


รอก Daiwa Steez Spinning เป็นรอกสปินนิ่งน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการีเหยื่อปลอม ที่ต้องเดินเลาะตีทั้งวัน


รอกDaiwa Steez Baitcasting รอกหยดน้ำตีเหยื่อปลอม รุ่นท็อปของไดว่า ด้วยรูปลักษณ์ สวยงาม น้ำหนักเบา กระชับมือ ส่งเหยื่อแม่นได้ระยะ พร้อมทั้งระบบขับเคลื่อนที่ลื่นไหลแข็งแกร่ง จึงเป็นที่นิยมของนักตกปลาตลอดมา

ขอบพระคุณที่มาจาก



GOOGLE

เรียบเรียงข้อมูลโดย จันทบุรีฟิชชิ่ง




ประวัติSHIMANO


SHIMANO เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยี

“Closer to Nature…Closer to People, ”

...ใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้ชิดผู้คน…

นี่คือคำขวัญของ Shimano inc.บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการจักรยานและอุปกรณ์ตกปลาระดับโลก นักตกปลาหากนึกถึงอุปกรณ์ตกปลาหลายคนคงรู้จักShimano เป็นอย่างดี Shimano คือรอกตกปลาที่อยู่ในมือนักตกปลามากมายในบ้านเราและทั่วโลก เทคโนโลยีและศักยภาพด้านอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมเอาไว้ตั้งแต่ยุค เริ่มแรกก็มีส่วนผลักดันให้ชื่อของ Shimano ครองใจนักตกปลาทั่วโลก ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า เทคโนโลยีในการผลิตสินค้าที่ล้ำสมัยและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพออกสู่ตลาดโลก Shimano จึงก้าวขึ้นสู่เบอร์ 1 ของอุปกรณ์ตกปลาระดับโลกและยังเป็นชื่อที่ทำให้นักตกปลาทั่วโลกทึ่งและ ยกย่องในความล้ำหน้าของพวกเขาอยู่เสมอ

ความเป็นมาของ Shimano นับว่าน่าทึ่งมากพอสมควร จากบริษัทผลิตอะไหล่จักรยาน ชิ้นส่วนเฟืองที่เรียกว่า สเตอร์หรือฟรีล้อหลังรถจักรยาน ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1921 โดย โชซาบูโร ชิมาโน่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังตื่นตัวทางด้านอุตสาหกรรมอย่างหนักภายหลัง การเปิดประเทศเพื่อการพัฒนา ช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและ อุตสาหกรรมมากที่สุดในโลกตะวันออก ในช่วงเวลานี้เองธุรกิจผลิตอะไหล่จักรยานของพวกเขาเติบโตอย่างน่าทึ่ง หลังจากดำเนินกิจการไปได้เพียง 10 ปี สินค้าของ Shimanoได้รับคำสั่งซื้อและส่งออกชิ้นส่วนไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1931 ธุรกิจของพวกดำเนินไปได้ดีจนกระทั่งประสบปัญหาจากภัยสงครามในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลังจากสงครามสงบพวกเขาและทุกคนก็เริ่มฟื้นตัว


กิจการของตระกูล Shimano เริ่มเดินหน้าอีกครั้ง พวกเขาปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจกันอีกครั้งและเปลี่ยนชื่อเป็น Shimano Industrial Co.ltd ในปี ค.ศ.1951 และShimano ก็ทำให้โลกได้ทึ่งเมื่อพวกเขาได้ผลิตเกียร์ดุม 3 สปีด ออกมาจำหน่าย ในปี ค.ศ. 1957และมันประสบความสำเร็จในงานInternational Toy and Cycle show(in New York) หลังจากนั้น Shimano ก็บุกตลาดสหรัฐอย่างจริงจังในปีถัดมา Shimano ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สินค้าของพวกเขาได้รับการตอบรับจากทุกๆตลาดที่ Shimano ได้บุกเข้าไป ในปี ค.ศ.1965 พวกเขาก่อตั้งบริษัท Shimano American Corporation เพื่อลงหลักปักฐานในอเมริกา และในปีเดียวกันนั้น Shimano บุกตลาดตลาดยุโรปอย่างจริงจังในงาน Milan Bicycle Show ที่ประเทศอิตาลี

จุกหักเหครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1970 Shimano พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน Shimanoผลิตสินค้าใหม่นั่นคืออุปกรณ์ตกปลา และในปี ค.ศ.1978 รอกตกปลาตระกูล Bantam series ก็ถูกส่งออกมา ทำตลาด ซึ่งรอกตระกูลนี้สร้างชื่อให้กับ Shimano เป็นอย่างมาก นับเป็นการเปิดศักราชแห่งรอกตกปลาจากโลกตะวันออกที่กำลังท้าทายเจ้าตลาด อุปกรณ์ตกปลาจากฝั่งอเมริกาและยุโรปบ้างแล้ว และในระหว่างนั้นธุรกิจของShimano ยังแผ่ขยายสาขาด้วยการบุกตลาดยุโรป แคนาดา เอเชียตะวันออกฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง บริษัทลูกของ Shimano ได้ก่อตั้งขึ้นในเยอรมัน สิงค์โปร์ แคนาดาและแคลิฟอร์เนีย,สหรัฐอเมริกา สินค้าแบรนด์Shimano ได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก


ในปี ค.ศ. 1981 Shimano ส่งคันเบ็ดตระกูล " X-line" series ได้ออกมาสร้างความฮือฮากันอีกครั้ง ขณะเดียวกันธุรกิจของพวกเขาก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานของพวกเขาได้รับการยอมรับและเลื่องลือเป็นที่ กล่าวขานไปทั่ว ทีมงานด้านวิศวกรรมของ Shimano ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาสู่สายตาชาวโลกอย่างไม่รู้จักหยุด จุดเด่นของ Shimano คือการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง และไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยาน อุปกรณ์ตกปลาของพวกเขาก็กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าในช่วงเวลานั้น เจ้าตลาดโลกอุปกรณ์ตกปลาที่เก่าแก่จากฝั่งอเมริกา และยุโรป เช่น Abu Garcia ,Penn, Finnor จะยังครองส่วนแบ่งและได้รับการยอมรับจากนักตกปลามากกว่า ไหนจะต้องสู้กับคู่แข่งสายเลือดเดียวกันอย่าง Daiwa แต่ Shimano ก็ไม่ใช่หมูที่จะให้ใครมาเคี้ยวได้ง่าย ๆ เช่นกัน

ช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ธุรกิจของ Shimano เติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าของพวกเขาได้รับการยอมรับจากผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ความนิยมและยอดขายของสินค้าแบรนด์ Shimano ในตลาดยุโรปก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ.1988 Shimano ได้เปิดสาขาในประเทศอังกฤษ ในปีถัดมาพวกเขาเปิดสาขาในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อทำตลาดในกลุ่มยุโรปตอนบน และประเทศกุล่มเบเนลักซ์ (เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก)


Shimano ขยายธุรกิจสาขาในอิตาลีและโรงงานในมาเลเซียในปี ค.ศ.1990 ผลิตภัณฑ์ของ Shimano แตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ด้วยความพยายามในการคิดค้นระบบใหม่ของทีมวิศกรของพวกเขาเอง ระบบใหม่ๆ ในรถจักรยาน เช่น ระบบขับเคลื่อน Shimano AX (Shimano AX aerodynamic racing component system,1980) ชุดขับเคลื่อน Deore XT ในปี ค.ศ. 1982 ขุดขับเคลื่อน Dura-Ace รุ่นใหม่ พร้อมระบบ Shimano Index System (SIS) ในปี ค.ศ. 1984 ระบบ Shimano Pedaling Dynamics (SPD) และ Dura-Ace dual control levers STI ในปี ค.ศ. 1990

ในปี ค.ศ. 1991 พวกเขาเปลี่ยนชื่อเป็น Shimano Inc.และมีเครือข่ายธุรกิจในอินโดนีเซีย จักรยานและอุปกรณ์ตกปลาของ Shimano เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก แบรนด์ Shimano ทำให้คู่แข่งขันในตลาดอุปกรณ์ตกปลาทั่วโลกสั่นสะเทือน แม้ว่าคู่แข่งจากแผ่นดินเดียวกันอย่าง Daiwa จะมาแรง แต่ Shimano ก็ไม่หยุดยั้งที่จะก้าวต่อไป ในปี ค.ศ. 1992 Shimano เปิดตำนานหน้าใหม่ในวงการตกปลาด้วยรอกตระกูล Stella สายพานการผลิตรอก Stella สร้างชื่อให้ Shimano อย่างมากมายจนถึงทุกวันนี้


ความสำเร็จของ Shimano นอกจากคุณภาพของสินค้าแล้ว เทคโนโลยีที่เหนือกว่าคือสิ่งที่ทำให้สินค้าของ Shimano สร้างความแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งขันในตลาดอุปกรณ์ตกปลา ความเชื่อนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งในปี ค.ศ. 1995 เมื่อ Shimano เอาระบบ SHIP system (Smooth and Hi-Power System) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้ในรอกตกปลาแบบสปินนิ่ง และแน่นอนว่ารอกตกปลาของ Shimano ได้รับการตอบสนองจากนักตกปลาทั่วโลกอย่างล้นหลาม Shimano กำลังทิ้งห่างและปล่อยให้เจ้าตลาดอุปกรณ์ตกปลาเดิมจากยุโรปและอเมริกาทำได้ พียงแค่ฝันหวานกับอดีตไปเสียแล้ว

ความน่าทึ่งของผลิตภัณฑ์ของ Shimano จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อคุณได้สัมผัส นักตกปลาทั่วโลกต่างรู้สึกเหมือนกันเมื่อได้ยินชื่อรอกตกปลาแบรนด์ Shimano พวกเขาจะนึกถึงความนิ่มนวล น้ำหนักที่เบา ความลื่นระดับยอดเยี่ยม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สาเหตุเพราะว่า Shimano ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนา และเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาด โลก Shimano ผลิตสินค้าระดับไฮเอนด์ออกมาให้ผู้คนในโลกของการตกปลาได้ทึ่งกันอย่างต่อ เนื่อง

สินค้าของ Shimano ได้รับการยกย่องและกวาดรางวัลจากทั่วทุกมุมโลก เสียงโหวตและเสียงชื่นชมมากมายคือคำตอบจากนักตกปลา นวัตกรรมใหม่ๆของ Shimano ก็ยังทยอยออกมาให้โลกได้ทึ่งอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกวันนี้นักตกปลาทั่วโลกก็ยังเพลิดเพลินกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ในอุปกรณ์ตก ปลาของ Shimano ระบบ Digital Control ที่นำมาใช้ป้องกันอาการสายฟู่ระหว่างตีเหยื่อในรอกเบทคาสติ้งที่พัฒนาต่อยอด จาก ระบบ VBS และ ระบบ SVS เครือ Shimano ประสบความสำเร็จด้านยอดขายและความนิยมอย่างล้นหลาม ในขณะที่คู่แข่งขันในตลาดอุปกรณ์ตกปลาของ Shimano ทำได้เพียงแค่ตกตะลึงและนั่งชมความสำเร็จของพวกเขาต่อไป


วันนี้ Shimano ยังขยายสาขาธุรกิจของตนเองออกไป Shimano เปิดสาขาและโรงงานในจีน ไต้หวัน เช็ค และรัสเซีย ในโลกของกีฬากลางแจ้งไม่มีใครกล้าปฏิเสธอีกแล้วว่า Shimano คือผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริงSHIMANO เหนือกว่าได้อย่างไร ผู้ได้สัมผัสเท่านั้นที่จะรู้

=============================

เรียบเรียงโดย จันทบุรีฟิชชิ่ง

=============================



รูปแบบการตกด้วยเหยื่อยาง (Carolina Rig)


แบบที่1 Carolina Rig แคโรไลน่า ริ๊ก
ชื่อ นี้ทุกท่านน่าจะคุ้นหูกันดี คำว่า ริ๊ก แปลว่า เล่ห์ หรือ อุบาย การประกอบก็ตามรูปครับ ตามตำราแต่ดั้งเดิม บอกว่าให้ใช้ ตะกั่วรูปทรงลูกปืน หรือทรงรักบี้ ทรงกลมก็ได้ เน้นก็ตรงที่ขนาดให้เล็กไว้ก่อน เพื่อเมื่อปลากินเหยื่อ จะได้ไม่มีแรงกดของตะกั่ว ทำให้ปลาระแวงคายเหยื่อ สายหลีดที่ใช้ ควรใช้สายเล็ก ๆ และควรเป็นสีที่ไม่สะดุดตาไปกว่าเหยื่อยางของเรา อาจเป็นใสธรรมดา หรื่อหากปลามีฟัน และครีบที่คม ใช้สายถัก หรือ สายลวดหุ้มพลาสติกเล็ก ๆ ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด


ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ตัวเบ็ดที่นิยมใช้กับเหยื่อยางนี้ มีก้านยาวพอสมควร หากปลาไม่กลืนเหยื่อ ก็คงไม่ทำอันตรายกับสายเราได้ ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพการณ์แต่ละครั้งของการตกปลาครับ จากตัวเบ็ดสายลีดเดอร์นิยมใช้ยาวอยู่ประมาณ 8-10 นิ้ว หรือยาวมากกว่า ผูกเข้ากับลูกหมุน ตามด้วย ลูกปัดเล็ก ๆ ไม่ควรใช้สีสะดุดตา ต่อด้วยตะกั่วทรงลูกปืน



หมาย เหตุ ลูกปัดใส่สำหรับ กัน ตะกั่ว ซึ่งมีเนื่ออ่อน กดทับลูกหมุน จนเป็นรอยบาก ซึ่งอาจทำอันตรายกับสายเบ็ดได้


การใช้งานแบบ Carolina Rig นี้ เหมาะกับการตกปลาโดยมีข้อสังเกตดังนี้

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhG-f0LKF74CHdROnrjc_oMPn7K2P1o2TmnPBqlr1cen6SkB8oJsVnizS7Snz4JhhGPYg9Zs_P-hVxIFBeFkZPBD8JdfCzTdf0oBzbz2h7Vng0svCihTNYq36VyDFHkW2RKiuzwOiOl_iO2/s400/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%874.jpg

1. มักใช้งานกับสภาพพื้นน้ำที่มีดินตะกอนทับถมอยู่มากหรือขั้นเป็นดินเลน การประกอบเหยื่อแบบนี้ มักนิยมใช้ร่วมกับเหยื่อ แบบลอย มากกว่าแบบ เหยื่อจมนะครับ หากผู้ผลิตไม่แจ้ง ก่อนใช้งาน เราควรทดสอบด้วยการทิ้งลงน้ำดูก่อน ว่าเหยื่อยางที่เรามีอยู่นั้น ลอยน้ำหรือจมน้ำ ข้อนี้ เป็นตัวเลือกสำคัญ ในการใช้งานให้เหมาะกับพื้นที่ และ ชนิดปลาหรือระยะที่ปลาแต่ละชนิดเฝ้ารอเหยื่ออยู่


2. เหมาะ กับแหล่งสภาพน้ำไหล เช่นลำธาร หรือแม่น้ำ คลองส่งน้ำ สายลีดเดอร์ที่ยาวนี้จะช่วยให้เหยื่อพลิ้วไหว อย่างนุ่มนวล ไม่สั่นระริก จนปลางับไม่ทัน หรือเหยื่อโดนแรงน้ำ พัดจนส่ายเสียปลาตกใจ แทนที่จะเข้าชาร์ตเหยื่อ เรื่องนี้ นักตกปลาทะเลส่วนใหญ่ เข้าใจเรื่องสายหน้า ยาว ๆ นี้ดีครับ


3. มัก ดูช่วงเวลา และชนิดปลาล่าเหยื่อเป็นหลัก เมื่อเราประกอบเข้ากับเหยื่อแบบจม เหยื่อจะคืบคลาน บนผิวดินใต้น้ำ หากใช้เหยื่อลอย เหยื่อจะถูกยกขึ้นจากพื้นน้ำ ปลาที่ไม่ได้นอนรอเหยื่ออยู่พื้นน้ำจะสามารถเห็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น

==============================


แบบที่2 การประกอบเหยื่อแบบ Texas Rig

การประกอบแบบนี้ ดูได้ที่ภาพครับ จะเห็นว่า ตะกั่ว จะอยู่ติดกับตัวเบ็ด อาจรองลูกปัดเล็ก ๆ กันกระแทก ด้วยสีสะดุดตา ก็ได้ครับ




การ ประกอบชุดสายหน้า แบบ เท็กซัส ริ๊ก นี้ นิยมใช้กับทั้งเหยื่อจม และเหยื่อลอย หากแต่เหยื่อลอย จะเป็นทางเลือกที่นิยมกว่า เพราะขณะสร้างแอ็คชั่น เราสามารถหย่อนสาย ให้ตัวเหยื่อลอยขั้นกว่าปกติ แล้วเพียงกระตุกเบา ๆ ก็สามารถสร้างแอ็คชั่นไห้ตัวเหยื่อได้อีกแบบ ปกติเมื่อประกอบเข้ากับเหยื่อลอย ตัวเหยื่อจะทำมุมตั้งขั้น ประมาณ 70-80 องศา (ในขณะเรากรอสายกลับมาช้า ๆ ) ทำให้ปลาที่กบดาน หรือเฝ้ารอเหยื่ออยู่ที่หน้าพื้นดิน เข้าชาร์ตเหยื่อแบบหวังผลได้ค่อนข้างสูง

==============================





แบบที่3 คือแบบการใช้เบ็ดหัวจิ๊กประกอบเข้ากับตัวเหยื่อโดยตรง

แบบ นี้ นับเป็นทางเลือกที่สะดวกเช่นกัน หากปลาที่ตกไม่ระแวงกับหัวจิ๊ก ที่ออกจะหนักสักนิด (นิดเดียวจริงๆ ) ก็คงไม่พลาดได้ปลามาเชยชมแน่นอน


==============================



แบบที่4 คือการใช้ตัวเบ็ดแบบฝังเข้าตัวเหยื่อแล้วโผล่คมออกมาด้านนอก


การประกอบเหยื่อแบบนี้ เหมาะกับพื้นน้ำเปิด หรือไม่มีอุปสรรคใต้น้ำนะครับ ใช้กันมาก ๆ ก็การจิ๊กเหยื่อจากที่สูง หรือบนเรือครับ ข้อควรระวัง ก็คือการประกอบควรให้ คมเบ็ดโผล่ออกมาด้านหางไม่งอเข้า นะครับ หากเราหันคมเบ็ด เข้าไว้ทางด้านหางงอ เมื่อหย่อน หรือตีเหยื่อ หางจะงอจนฝังเข้ากับคมเบ็ดได้ ทำไห้เหยื่อเสียแอ็คชั่นได้ แต่หากนักตกปลาใช้เหยื่อ กรับหางงอนี้แบบลากผ่านผิวหน้าดิน และไม่ได้เหวี่ยงเบ็ดแบบด้วยแรงที่มากนักการเกี่ยวแบบคมเบ็ดโผล่ทางด้านหาง งอก็นิยมทำกันมานาน นัยย์ว่าเมื่อเบ็ดลากที่ผิวหน้าดิน หางงอจะหงาย และต้านน้ำ ทำให้ออกแอ็คชั่นได้ดีกว่า แต่สำที่ผมใช้ตกปลาบ่อย ๆ มักเกี่ยวคมโผล่ออกอย่างที่กล่าวไว้ตอนแรกครับปลากัดเหมือนกันลองปรับใช้ดู นะครับ


==============================


แบบที่5 คือการใช้เบ็ดก้านสั้น
จากในภาพมีแขนกันสวะ หรือป้องกันตัวเบ็ดเกี่ยวกับกับ อุปสรรคใต้น้ำ การประกอบเหยื่อแบบนี้มักหวังผลกับปลาที่อยู่ตามตอ หรือ กองหินกลางน้ำ นักตกปลาส่วนมากนิยมตีเหยื่อที่ประกอบแบบนี้เข้าหาตอไม้กลางน้ำเลยครับ ตัวเหยื่อจะตกลงน้ำ แบบจมลงช้ากว่า ปกติ (หมายถึงเจ้าตัวยาวด้านบนครับ) อาจมีเจ้าตัวใต้น้ำที่เฝ้าตออยู่ เข้าชาร์ตได้ทันที  การสร้างแอ็คชั่นใต้ผิวน้ำก็สามารถทำได้ปกตินะครับ นิยม กระตุกให้ตัวเหยื่อลอยขึ้น แล้วหยุดมากกว่าการกรอสายกลับธรรมดา

รูป แบบการใช้งานคร่าว ๆ อย่างที่หลายท่านเคยได้ทราบและเคยสัมผัสมา คงครอบคลุมไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ส่วนการประกอบ แบบพิเศษ และรูปแบบการใช้งานที่ต่างออกไป เช่นการตีเหยื่อบริเวณอุปสรรคมีอยู่มาก เช่น จอก แหน กอบัว

ปกติผมจะไม่กระตุกเหยื่อเท่าใดนัก กับการการประกอบชุดปลายสายแบบที่กล่าวมายกเว้นรู้สึกได้ว่าเหยื่อจมดินเลนใต้น้ำ หรือปลาไม่สนเหยื่อจริงๆแล้วเท่านั้น หัวใจของการใช้เหยื่อยางคือการเคลื่อนที่ช้า ครับ เมื่อตีเหยื่อผมจะมองข้างตลิ่งก่อนเลย ไม่ก็ตอไม้ ที่โพล่ขึ้นเหนือน้ำ ถ้าอยู่บนเรือ ก็มักตีเหยื่อตกริมตลิ่ง ไม่ก็บนหินแล้วค่อยให้เหยื่อหล่นลงน้ำเบา ๆ จากนั้น เมื่อเหยื่อถึงพื้นน้ำ การกรอสายเข้า อย่างช้า ๆ (ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ ) เป็นหัวใจของการใช้หนอนยาง เพราะในธรรมชาติ ไม่มีหนอน หรือใส้เดือนตัวใด กระโดดได้ใต้น้ำนะครับ ยกเว้นเหยื่อยางจะรูปร่าง คล้ายปลา หรือที่นิยมใช้แบบกระตุก มาก ๆ ก็เป็นพวกรูปร่างที่มีแพนหางแบนและใหญ่ครับ ข้อมูลนี้ ผมได้จากการใช้งานส่วนตัว รวมถึงคนที่ผมรู้จัก ปลาช่อนเองก็เช่นกัน ผมเคยตกแบบ อยู่บนบ้านพักพิมน้ำ น้ำก็ใสมีปลาช่อนขยับครีบเบา ๆ อยู่กับที่ใต้แพ ผมหย่อนเจ้าหนอนยางหางงอลงไป กระตุกผ่านหน้าปลา ตั้งหลายที ไม่ยอมเข้าชาร์ตครับ จนค่อย ๆ ลาก ผ่านหน้า ช้า ๆ ปลาเข้างับทันที เรื่องระยะ การขยอก หรือกลืนเหยื่อของปลาช่อน มีอยู่บ้าง สังเกตจากการใช้จิ่งจกยางอดีต รวมถึงหลายท่าน ก็มักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้รอนับเลขในใจสักนิด ค่อยวัดเหยื่อ

ในตอนท้ายนี้ ขอเสริมรูปแบบประยุกต์การใช้หนอนยาง สักนิด คือการประกอบแบบ Finesse rig (ฟินเนส ริ๊ก) หรือนิยมเรียกอีกอย่าง ตามลักษณะการประกอบว่า Split shot rig (สปริท ชอร์ท ริ๊ก) การประกอบใช้เหยื่อรูปแบบนี้ ไม่ยากครับ ส่วนมาก นิยมตะกั่วบีบขนาดเล็ก ๆ น้ำหนักเพียงสัก 2-4 กรัม บีบไว้ที่สายเหนือตัวตัวเบ็ดราว ๆ 8-10 นิ้วครับ การใช้เหยื่อรูปแบบนี้ เหมาะกับเหยื่อยางทั้งแบบจมและลอยครับ แบบลอยจะทำให้ตัวเหยื่อตกถึงพื้นช้ากว่า ตอนเรากระตุกให้เหยื่อกระโดดครับ การกระตุกให้กระโดดนี้ สองแบบแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็นิยมใช้กันนะครับ แต่แบบ Finesse rig นี้ผมค่อนข้างนิยมใช้ร่วมกับแอ็คชั่นกระโดดมากกว่าครับ

การ ปฏิบัติ เมื่อเราตีเหยื่อเข้าสู่เป้าหมาย รอให้เหยื่อจมถึงพื้นน้ำครับ ตะกั่วเม็ดเล็ก จะค่อย ๆ พาเหยื่อยางถึงพื้นน้ำ หากตัวเหยื่อ พริ้วไหวผ่านหน้าปลาล่าเหยื่อ มันอาจเข้าชาร์ททันที จากพื้นน้ำ ให้เรากระตุกเหยื่อเพียง 1 ครั้ง คันทำมุม สัก 60-80 องศาขณะ รอให้เหยื่อตกถึงพื้นนำอีกครั้ง (เมื่อปลาชาร์ทเราจะรู้สึกได้ไวกว่ามากครับ) อาจกระตุกครั้งที่สอง โดยยังไม่กรอสายครับ กรณีที่เหยื่อเคลื่อนที่กลับมาไม่มากนัก การเคลื่อน ที่ของเหยื่อ จะกระโดดขั้น ตามตะกั่วเม็ดเล็ก แล้ว ดิ่งพริ้วสู่พื้นตามตะกั่วเม็ดเล็กเช่นกัน (ให้นึกถึงคนโดดร่มครับ ) ปลาที่ไม่ได้นอนนิ่งอยู่ผิวน้ำ เมื่อเห็นเหยื่อเรากระโดด จะให้ความสนใจ และกว่าครึ่งจะชาร์ตเหยื่อขณะเหยื่อพริ้วจมลงครับ



==============================



ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
 fishing4you.com ,g-fishinggame.blogspot.com,จ้าวน้อยฟิชชิ่ง
==============================

ระบบเบรคของรอกตกปลา drag washers

drag washers

drag washers เป็นชื่อเรียกที่ถูกต้องของระบบแปลว่าลาก แต่บ้านเราเรียกว่าเบรคที่แปลว่าหยุด ในที่นี้จะเรียกว่าแผ่นเบรคเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จุดหมุ่งหมายของมันคือให้ปลาลากไปแบบหนักๆ หนืดๆ ฝืดๆ ปลาหายใจโดยกรองอากาศผ่านเหงือก เมื่อปลาต้องออกแรงมากก็จะเหนื่อยง่ายกว่าเราที่หายใจด้วยอากาศโดยตรง ทำให้ปลาหมดแรงเร็วนั้นเอง


 drag washers ทำหน้าที่สร้างแรงฝืดให้กับหลอดเก็บสายเอ็น คุณสมบัติของเบรคที่ดีเป็นอย่างไรเรามาดูกันก่อนดีกว่า
 1.ต้องสร้างแรงฝืดได้ดี
 2.ต้องรักษาแรงกดได้อย่างสม่ำเสมอไม่เกิดอาการสะดุดเป็นจังหวะเมื่อแผ่นเบรคร้อน หรือมีแรงกดที่แผ่นเบรค
 3.มีความนุ่มนวลในการทำงานเรียบเนียน
 4.ไม่ลดหรือเพิ่มแรงฝืดเมื่ออยู่ระหว่างการใช้งาน 

ระบบเบรคมีอยู่สองแบบคือ แบบแผ่นเดี่ยวกับแบบหลายแผ่นซ้อนกัน 


1.แบบแผ่นเดี่ยวเป็นแบบแรกที่มีการนำมาใช้งานในยุคต้น จะมีสปูน เฟืองขับอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นที่วางแผ่นเบรค และจะมีแผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะปิดทับอยู่อีกที การทำงานจะมีก้านปรับเกลียวขันเข้าไปกดแผ่นกดเบรคให้แน่นเข้า เพื่อสร้างแรงกดอีกทีหนึ่งเราจะพบว่าระหว่างแผ่นกดกับก้านหมุนปรับจะมีแหวนโค้งๆอยู่1-2คู่ แหวนชิ้นนี้ถุกนำมาใส่ไว้เพื่อกระจายแรงกดให้มีระยะการปรับเบรคได้มากขึ้น ละเอียดมากกว่าการกดลงไปตรงๆ ทำหน้าที่คล้ายๆสปริงนั่นเอง โดยมากเราจะยังพบเห็นอยู่ในรอกขนาดใหญ่


2.แบบหลายแผ่นซ้อนกัน ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายด้วยกัน ทั้งรอกสปิน รอกเบท ระบบแผ่นซ้อนหลายแผ่นจะมีความนิ่มนวลสูงให้กำลังแรงกดที่ดี ระบายความร้อนได้ดีกว่าแบบระบบแผ่นเดี่ยว ทำให้การสู้ปลาทำได้ดีขึ้นเพราะความร้อนทำให้แผ่นเบรคเสียสภาพไปได้ง่าย เมื่อมีการระบายความร้อนที่ดีแผ่นเบรคจะคงสภาพอยู่ได้นานยิ่งขึ้น สามารถใช้แผ่นเบรคและแผ่นกดที่มีขนาดเล็กลงทำให้การออกแบบรอกให้ดูสวยงามได้มากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย


 หลายท่านคงสงสัยระบบการทำงานของชุดเบรคแบบนี่ว่าทำงานได้อย่างไร จุดที่สำคัญของระบบนี้จะอยู่ที่แผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะ แกนมือหมุนจะถูกออกแบบมาให้มีด้านที่แบนๆสองด้านถูกทำขึ้นเพื่อล๊อคแผ่นกดเบรคไว้ให้หมุนตามแกนมือหมุน แผ่นกดเบรคชิ้นบนและชิ้นล่างจะทำรูตรงกลางให้มีรูปร่างเหมือนแกนกดเบรค จะเห็นว่าไม่ใช้เป็นรูปวงกลมนั่นเอง ส่วนแผ่นตรงกลางจะมีรูกลางแผ่นเป็นวงกลมแต่ที่ขอบด้านนอกของแผ่นจะทำเป็นติ่งยื่นออกมาฝรั่งเรียกว่าหู ทำเอาไว้ขัดกับรูที่บากไว้ที่เฟืองขับนั้นเองโดยที่แผ่นที่มีหูจะเคลื่อนที่ตามเฟืองขับ เพื่อช่วยสร้างแรงฝืดเมื่อเฟืองถูกแรงดึงจากสายเอ็นให้หมุนเมื่อระบบเบรคทำงาน

 ชนิดของแผ่นเบรคแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ 
คือแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบแผ่นแห้งกับแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบเปียก ทั้งสองแบบมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างความฝืดให้กับหลอดเก็บสายนั้นเอง 


1.) ชนิดแผ่นแห้ง มีมากมากหลายชนิด โดยนำมาตัดขึ้นรูปแล้วสามารถนำไปใช้ได้เลยทั้งแบบใช้แผ่นเดี่ยวหรือแบบซ้อนกันหลายแผ่น แผ่นเบรคแบบนี่มักจะพบว่าเป็นแผ่นชนิดแบบแข็งเป็นส่วนมากมีการสึกหลอมากแต่ก็สร้างแรงเสียดทานได้มากเช่นเดียวกัน แผ่นกดเองก็จะมีร่องรอยการสึกหลอเช่นกัน บางครั้งเราจะเห็นว่ามีช่างบางคนใช้จารบีที่มีความหนึดสูงๆทาบนแผ่นเบรคบางๆเพื่อช่วยลดความร้อน,ลดความฝืดและช่วยให้แผ่นเบรคทำงานได้ราบเรียบขึ้นได้อีกทางหนึ่ง แต่มีข้อสังเกตุด้วยว่าแผ่นเบรคแบบแข็งบางชนิดจะเสื่อมสภาพได้เมื่อโดนน้ำมันหรือจารบี

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบแห้ง 1.


1. ก๊อกอัดแบบแผ่น ก็อก(Cork) ที่นำมาทำแผ่นเบรค ส่วนใหญ่จะเป็นเศษก๊อกชิ้นเล็กๆอัดขึ้นรูปคุณสมบัติขอกก๊อกแผ่น จะให้สัมผัสที่ราบเรียบ นิ่มนวล และสามารถสร้างแรงเสียดทานได้มากอีกด้วย แต่ยังมีข้อด้อยที่ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก เมื่อแผ่นเบรคก๊อกมีความร้อนสูงก็จะเกิดการไหม้ที่พื้นผิวทำให้แรงกดลดลง จากผิวไม้ก๊อกที่เปลี่ยนเป็นคาร์บอนนั่นเอง และแผ่นเบรคก๊อกมีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนานนักและแพ้น้ำมันหรือจารบีทำให้แรงฝืดลดลง 


2.แผ่นหนัง แผ่นหนัง นิยมเอามาทำแผ่นเบรคในยุคต้นๆที่มีความต้องการแรงกดเบรคที่มากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่สร้างแรงเสียดทาน ความฝืดได้ดี มีความยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้าง เราจะเลื่อกแผ่นหนังอย่างไรที่จะนำมาใช้ทำแผ่นเบรค แผ่นหนังจะต้องเป็นชนิดหยาบทั้งสองหน้า เราสามารถใช้ได้ทั้งแบบแห้งๆใส่ลงไปได้เลย หรือแบบเปียก โดยการนำไปแช่น้ำมันแบบหลังนี้ให้เราแช่ในน้ำมันเครื่อง ก่อนเราจะนำมาใช้ต้องซับน้ำมันออกให้มากที่สุดก่อนนำมาใส่รอกด้วยนะครับ ความหนาบางจะเป็นปัญหาใหญ่ของแผ่นเบรคชนิดนี้ถ้าจะเปลี่ยนแนะนำให้เราเปลี่ยนแผ่นที่อยู่นอกสุดก่อนเพียงแผ่นเดียว อายุการใช้งานต่ำเช่นเดียวกัน แบบเปียกจะมีอายุการใช้งานสั้นลงอีกพอสมควร 

3.แผ่นประเกนหรือที่เรียกกันเองว่าHT200 ประเก็น ผลิตขึ้นมาจากวัสดุประเภทกระดาษ ผงจากหินหลากหลายชนิด ผสมกับสิ่งอื่นๆ อัดขึ้นรูปเป็นแผ่นแยกคุณภาพของตัวมันเองโดยการทนความร้อนของประเก็นชนิดนั้นๆ คุณสมบัติที่ประเก็นถูกนำมาใช้ทำแผ่นเบรค โดยที่ตัวของมันเองมิได้ถูกผลิตมาเพื่อการใช้งานด้านนี้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้ประเกนถูกนำมาใช้งานก็ด้วยเหตุที่ว่ามันมีความคงทนไม่เสียรูปทรง สร้างแรงเสียดทานได้ดี ทนความร้อนได้สูง(ตามชนิดของประเก็นที่เลือกมาใช้งาน) มีความหนาบางให้เลือกมากมาย มีราคาถูกมากอีกด้วย มีข้อดีก็มีข้อเสีย คือประเก็นกระดาษความฝืดจะน้อยเหมาะกับรอกเล็กๆต้องการแรงกดน้อยๆ เรียบๆฝรั่งเรียกสมูตๆอะไรนี่แหละ  แบบที่นิยมใช้เป็นแบบทนความร้อนสูง พวกนี้ความฝืดสูงที่ทำขายกันเป็นชุด จะเอาแผ่นเบรคแบบอื่นผสมลงไปด้วยไม่เช่นนั้นเบรคจะกระด้างมาก 4.


4.แผ่นคาบอนถัก carbontex drag washers (HT100)แบบแข็ง,แบบอ่อน(ใช้ในรอกอาบูรุ่นใหม่,รอกเพนน์)


5.แผ่นC2 (ใช้ในรอกอาบูรุ่นเดิม)


6.แผ่นเทปล่อน Teflon drag washers (ใช้ในรอกDaiwa BG)

-----------------------------อาจมีมากกว่านี้นะครับ-----------------------------



2.) ชนิดเปียก จะทำมาจากวัสดุที่มีรูพรุน เป็นใยอัดหรือถักทอขึ้นรูปแบบผืนผ้า ทำการตัดขึ้นรูปพร้อมใช้เมื่อเรานำมาใช้แผ่นเบรคแบบนี้ต้องมีน้ำมันหรือจารบีทาที่ตัวแผ่นเบรคด้วย เพื่อช่วยการทำงานของแผ่นเบรคในการระบายความร้อน และการทำงานได้อย่างนิ่มนวลเรียบลื่น แผ่นเบรคแบบนี้เหมาะกันรอกขนาดเล็กที่ใช้สายเล็กต้องการความกว้างในการปรับรอบการหมุนของการปรับเบรคที่ละเอียดมากๆได้เป็นอย่างดี แผ่นเบรคแบบเปียกอาจจะไม่ตอบสนองกับผู้ที่ต้องการแรงกดเบรคสูงๆได้เพียงพอกับการใช้งาน
 มีข้อเตือนใจให้กับผู้ใช้งานที่จะเปลี่ยนแผ่นเบรคจากแผ่นแบบเปียกไปเป็นแผ่นแบบแห้งในรอกบางรุ่น อาจจะทำให้เกิดการสึกหลออย่างรุนแรงกับรอกของท่านได้ในทุกชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภานใน เนื่องจากการออกแบบรอกมาไม่ได้เผื่อชิ้นส่วนของรอกให้รับกับแรงกดเบรคที่สูงๆได้นั่นเอง

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบเปียก


1.แผ่นหนัง


2.ใยผ้าทออัดผสม(ใช้ในรอกShimano) 


3.ใยสังเคราะห์ 


-----------------------------อาจมีมากกว่านี้ครับ-----------------------------


===============================
ขอขอบคุณที่มาดีๆจาก


รูปภาพจาก
กูเกิ้ล 
samaesarnfishing


===============================